Supervisor Perception

คนเราเกิดมาย่อมมีความเชื่อมต่างๆ ในมมุมมองที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่คุณคิดว่าถูก จริง ๆ แล้วอาจไม่ถูกก็ได้เสมอไป ทีนี้ ในมุมมองของการงาน โดยเฉพาะอย่างนิ่งมุมมองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ที่บางมุมมองหรือการรับรู้ของหัวหน้างาน หรือนายจ้าง ที่ภาษาอังกฤษเค้าจะเรียกว่า Supervisor Perception มักจะมีมุมมองว่าทำแบบนี้แล้วลูกน้อง หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชาเราจะชอบ แต่ความจริงแล้ว หารู้ไม่ มันไม่ใช่เลย เราไม่ได้ทำให้ลูกน้อง มีความรู้สึกที่ดีขึ้นเลย เพราะอะไร จากบทความนี้ ทางเว็บไซต์ JobsDB.com เขาได้รวบรวมเอามาไว้ให้เราแล้ว ขอให้ทดลอง มาสำรวจตรวจสอบกันว่า คุณในฐานะนายจ้าง ยังคงมีความเชื่อผิด ๆ แบบนี้อยู่หรือเปล่า ถ้ารู้แล้วจะเปลี่ยนความคิดตอนนี้ก็ยังไม่สายนะจะบอกให้

6 มุมมองของหัวหน้างานต่อลูกน้อง (Supervisor Perception)

  1. หากต้องการรู้ว่าพนักงานคิดอย่างไร ให้ทำแบบสำรวจโดยไม่ต้องระบุชื่อ ในความเป็นจริงแล้ว พนักงานจำนวนมากไม่เชื่อว่าการทำแบบสำรวจโดยไม่ระบุชื่อจะเป็นความลับอย่างแท้จริง และพนักงานจะเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ดีหากเขาพูดอะไรในทางลบออกไป หากคุณต้องการรู้ว่าพนักงานคิดอย่างไรจริง ๆ วิธีที่ดีที่สุดคือสร้างสภาพแวดล้อมที่เขารู้สึกปลอดภัยที่จะพูดกับคุณอย่างบริสุทธิ์ใจ
  2. การที่อัตราการเข้า-ออกของพนักงานต่ำแสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว เรื่องนี้ในความเป็นจริงแล้วคือว่า ส่วนมากในองค์กร หน่วยงาน สถาบัน ใหญ่ๆ มักมีอัตราการเข้า-ออกของพนักงานสูงอยู่แล้ว เนื่องจากมีการคัดพนักงานที่ความสามารถไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องการออก ในขณะที่ยังคงรักษาพนักงานดี ๆ เอาไว้ให้ทำงานอยู่ต่อไป ดังนั้นการที่อัตราการเข้า-ออกของพนักงานต่ำ ถือเป็นสัญญาณไม่ดีนักสำหรับหัวหน้างานที่อาจแสดงว่า คุณไม่กล้าพอที่จะยอมรับความจริงว่า อาจมีพนักงานบางคนที่ไม่เหมาะกับงานนั้นอยู่ในแผนก เพราะบริษัทใหญ่ๆ มักจะมีแนวทางที่แตกต่างกัน หากเทียบกับ บริษัทเล็กๆ ที่จะต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่ง้อ หรืออ้อนวอนพนักงานให้อยู่ต่อนานๆ เนื่องจากในฟังก์ชั่นเดียวกัน คนทำงานจะน้อยกว่าองค์กรใหญ่ๆ
  3. การให้รางวัลที่ดีสำหรับพนักงานที่ทำงานหนัก คือ การพาไปกินเลี้ยง ความจริง – หัวหน้างานมักคิดเอาเองว่า การไปกินเลี้ยงเป็นสิ่งที่พนักงานชื่นชอบ แต่อันที่จริงไม่มีใครชอบไปไหนมาไหนกับหัวหน้างานนอกเวลางานหรอก ซ้ำพนักงานยังรู้สึกว่าเป็นการถูกบังคับให้ไปอีกด้วย หากคุณกำลังหาวิธีให้รางวัลพนักงาน ต้องมั่นใจว่าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่ชอบ หรือไม่ยินดีที่จะทำ
  4. ไม่จำเป็นต้องสอบถามบุคคลอ้างอิง เพราะผู้สมัครงานจะไม่อ้างอิงบุคคลที่พูดถึงเขาไม่ดีแน่นอน การสอบถามบุคคลอ้างอิงยังทำให้คุณได้พูดคุยเกี่ยวกับจุดแข็ง และ จุดอ่อน ของผู้สมัครงาน ซึ่งจะช่วยในการประเมินผู้สมัครงานว่าเขาคือคนที่ใช่สำหรับตำแหน่งงานของคุณหรือเปล่า และแม้ว่าผู้สมัครงานจะได้การรับรองเป็นอย่างดี แต่ถ้าจุดแข็งของเขาไม่ตรงกับคุณสมบัติที่คุณต้องการ ก็ถือเป็นข้อมูลที่ดีสำหรับคุณ
  5. ถ้าให้พนักงานทำงานที่บ้าน จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า เขาทำงานจริงหรือไม่ค ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าพนักงานจะทำงานที่ออฟฟิศหรือทำงานที่บ้าน คุณก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลกลัวว่าเขาจะไม่ทำงาน ถ้าคุณตรวจสอบจากผลงานของเขา ตราบใดก็ตามที่เขามีผลงานที่ดี ก็เป็นสิ่งที่คุณควรพึงพอใจ และการที่พนักงานมีอิสระในการทำงานก็ยิ่งทำงานอย่างมีความสุข และอยากจะทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น
  6. การโทรหาพนักงานในช่วงที่เขากำลังพักร้อนไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าคุณไม่ได้ทำบ่อยๆ : แม้ว่าพนักงานจะบอกคุณว่าสามารถโทรหาเขาได้ แต่เอาเข้าจริงเขากลับไม่ค่อยยินดี หรือแฮปปี้กับการที่โทรไปหาสัก เท่าไรนักที่จะรับโทรศัพท์จากคุณ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เขาก็อยากจะพักผ่อนโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องงานสักพัก การไม่โทรหาพนักงานไม่เพียงแต่คุณจะทำให้เขารู้สึกดีกับคุณ แต่คุณยังจะได้เห็นผลงานดี ๆ หลังจากที่เขาชาร์จแบตให้กับชีวิตของเขากลับมาอีกด้วย

หากคุณเข้าใจตรงจุดนี้มากขึ้น การเป็นผู้บริหารคน หรือ หัวหน้างาน ในองค์กร ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรอีกต่อไปหากเรา ที่เป็นเจ้านาย หรือ หัวหน้างานที่เข้าใจหัวอกของลูกน้อง และจะสามารถทำงานอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข หรือ เกิดปัญหาน้อยที่สุดเช่นกัีน