เชื่อว่าชมรมคนรักงานทั้งหลายน่าจะเห็นตรงกันว่า สาเหตุที่ทำให้คนลาออกจากงานส่วนใหญ่มีอยู่ไม่กี่เรื่อง ไม่ว่าจะพนักงานออฟฟิส ฟรีแลนซ์ ด้วยคนก็ว่าด้วยงาน วันนี้แอดมินขอหยิบยกเอาเรื่องราวของคนสำคัญ คนพิเศษ คนที่เป็นแรงผลักดันให้อยากให้เราลาออกทุกเช้าเย็น อย่าง “หัวหน้าที่เคารพ” มาแลกเปลี่ยนกัน เพราะเชื่อว่ามีชาวออฟฟิศไม่น้อยที่ยอมแก้ปัญหาที่ตัวเอง ด้วยการลาออกจากงานเพราะหัวหน้า

ประโยคที่ว่าเหนื่อยกับงานยังพอทน เหนื่อยกับคนมันจนใจ เป็นอะไรที่เสมอมาจริง ๆ สำหรับโลกของการทำงาน เหนื่อยกับงาน นอนพักตื่นมาก็ยังพอจะหายเหนื่อย แต่ถ้าลองได้เหนื่อยใจกับคน เป็นอะไรที่สุดแสนจะท้อแท้ ยิ่งเจออะไรที่ Toxic ไม่เว้นวันจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้า ยิ่งเป็นปัญหาที่น่าเบื่อหน่าย สุดท้ายแล้วความอดทนของคนมันจะพาเราเดินทางไปถึงขีดสุด เส้นทางของทางเลือกระหว่างทนต่อกับพอแค่นี้

สาเหตุ Toxic จากหัวหน้า ที่ทำให้คุณลาออกจากงาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่คุณจะเติบโตในสายงาน หัวหน้างานมีส่วนอย่างมากที่จะ Push หรือ Promote คุณขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ต่อให้คุณทำงานดีแค่ไหน หรือทุ่มเทมากกว่าใคร แต่หัวหน้าเลือกที่จะมองข้าม หรือเลือกดันคนอื่นที่เป็นลูกรักมากกว่าคุณ ปลายทางที่คุณต้องเผชิญกลับกลายเป็นความว่างเปล่า เป็นใครก็คงท้อแท้

แล้วอะไรบ้าง? ที่จะทำให้ลูกน้องอย่างเราบั่นทอน จนต้องถอนใจยอมลาออก

1.หัวหน้ามองข้ามความสามารถของคุณ

เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน เราย่อมอยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี รายล้อมไปด้วยกลุ่มบุคคลที่เห็นถึง “คุณค่า” ในตัวเรา ไม่มีใครอยากถูกลดทอนคุณค่า การอยู่ในที่ทำงานที่ถูกหัวหน้ามองข้ามความสามารถ ยิ่งทำให้คนทำงานหมดใจ หมดไฟจะสู้ต่อ หรือการทำงานที่เหมือนถูกจับผิด จับตาดูอยู่ตลอด คงไม่มีคนทำงานคนไหนทำงานได้อย่างสบายใจ นอกจากจะเต็มไปด้วยความอึดอัดใจแล้ว ประสิทธิภาพการทำงานก็ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ยกตัวอย่างเรื่องการคอมเมนต์งาน วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่การปรับปรุง เป็นสิ่งที่หัวหน้าที่ดีควรทำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวาทศิลป์ในการพูด บางคนใช้อารมณ์ในการคอมเมนต์ ยิ่งทำให้คนทำงานเสียกำลังใจและเสียความเป็นตัวเอง ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

2. การเมืองภายในองค์กร

การเมืองเป็นเรื่องของทุกคนฉันใด การเมืองก็เป็นเรื่องที่ในทำงานฉันนั้น ไม่ต่างกัน การเลือกที่รักมักที่ชัง เด็กดัน เด็กเส้น คนไหนสนิทกับหัวหน้า (ผู้มีอำนาจสูงสุด) ก็ลอยตัว ไม่ต้องทำงานดีก็ได้รับการผลักดันและความเอ็นดูเป็นพิเศษ ใครที่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ก็สบายตัว ทำงานต่อไปได้ด้วยความสบายใจ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่เสียผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ความยุติธรรมกับการตั้งคำถามคือสิ่งที่ตามมา

 

เมื่ออำนาจทั้งหมดถูกควบรวมอยู่ที่หัวหน้า แล้วหากคุณรู้สึกว่าอำนาจนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ภายในเร็ววัน อย่างไรเสียคงผูกขาดอยู่ที่คน ๆ เดียวต่อไปในระยะยาว หรือยื่นเรื่องไปทางเอชอาร์แล้วก็เหมือนเดิม เมื่อลองทำทุกอย่างเท่าที่คนตัวเล็กตัวน้อยทำได้แล้ว สุดท้ายแล้วคำตอบอาจจะต้องแก้ที่เรา

3. ไม่ให้เกียรติคนทำงาน

ทุก ๆ ความสำเร็จในทุกผลงาน ไม่มีงานไหนประกอบร่างจนเสร็จสิ้นทั้งหมดได้ด้วยคนทำงานเพียงคนเดียว งานหนึ่งชิ้นเต็มไปเรื่องราว การระดมความคิด ไอเดียที่กลั่นกรองออกมาจากสมองและสองมือของคนในทีม หากหัวหน้าคุณคือคนเสนอตัวรับความดีความชอบไปคนเดียวทั้งหมด ไม่ให้เครดิตใครในทีม เลือกที่จะข้ามหน้าข้ามตาคนอื่น ๆ ถือเป็นการกระทำที่บั่นทอนหัวใจคนทำงานอยู่ไม่น้อย

 

รับความดีความชอบแทนคนอื่นก็ว่าเป็นเรื่องที่หนักหนาแล้ว หากหัวหน้าคุณยังทำงานปัดความรับผิดชอบ กรณีเกิดความผิดพลาดในตัวงานขึ้น กลับโยนความผิดให้เป็นเรื่องคนในทีมแล้วตัวเองลอยตัว ไม่ Protect ทีม ปล่อยให้ลูกทีมของตัวเองโดนวิจารณ์อย่างลำพัง ถึงจะเป็นสิ่งที่คุณทำผิดจริง ทว่านั่นความพลาดนั้นก็อยู่ในขอบข่ายงานที่คนเป็นหัวหน้าจำต้องดูแล การให้เกียรติคนทำงานด้วยกัน เป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นหัวหน้าที่จำเป็นต้องมี

4.กดดันจนทนไม่ไหว

ปกติของการทำงานที่บางช่วงต้องเผชิญกับความกดดันบ้าง แต่นั่นก็ต้องก็เป็นสิ่งที่คนเป็นหัวหน้าต้อง balance ให้ดี สังเกตดูว่าแต่ละคนควร Drive ไปในทิศทางไหน เป็นเรื่องของจิตวิทยาประมาณหนึ่ง ทั้งนี้อย่าลืมว่าหากคุณทำงานโดยปราศจากแรงกดดัน ก็ทำให้เรากลายเป็นเฉื่อย ทำงานไปเรื่อย ๆ ไม่พัฒนาอะไร

 

ในทางกลับกันหากหัวหน้างานมุ่งเน้นแต่ความกดดัน เพราะเชื่อว่ายิ่ง “กดดัน” ยิ่งทำให้คนเติบโตได้เร็ว ซึ่งต้องยอมรับว่าจริงสำหรับคนทำงานบางคน เหมาะกับคนที่รักการเอาชนะ แต่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งกดดันมาก ยิ่งผลักความเครียดเข้าหาพวกเขามาก ๆ ยิ่งทำให้หมดใจและเข้าสู่สภาวะท้อใจจนลาออก (ไม้แข็งอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับทุกคน)

5.จุกจิกและจริงจังจนอึดอัดใจ

ปิดท้ายด้วยข้อที่ว่าด้วยเรื่องรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ จนคนเป็นหัวหน้าหลายคนมองข้าม การที่เราจุกจิกใส่ใจเรื่องต่าง ๆ มากเกินไป บางครั้งก็เป็นที่ก่อกวนใจจนคนทำงานหลายคนเกิดรำคาญ เข้าใจว่าบางเรื่องเป็นเรื่องกฎระเบียบบริษัทที่ควรปฏิบัติตาม แต่ในทีเดียวกันการมีวิจารณญาณ หรือการเลือกที่จะหลับหูหลับตาบ้างในบางเรื่องที่ปล่อยได้ กลับเป็นสิ่งที่ช่วยให้บรรยากาศการทำงานแบบเป็นทีมดีขึ้น ทำงานกันด้วยความสบายใจและเข้าใจกัน

 

นอกจากความจุกจิกที่มากไป ความจริงจังจนเกินเรื่องก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้คนทำงานหมดไฟได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเดดไลน์งานที่ตึงจนเกินไป เปิดโอทีบ่อยโดยไม่ถามความสมัครใจคนในทีม เน้นทำตามกฎแบบไม่มีผ่อนหรือเว้นช่วง ไม่มีผ่อนหนักเป็นเบา บางครั้งความเป๊ะเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้ลูกน้องพากันล่าถอย อย่าทำให้คนทำงานรู้สึกว่า การยื่นใบลาออกเสมือนการแก้ปัญหาที่ถาวร

 

เมื่อทำงานได้ระยะหนึ่ง คุณจะมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ หากเป็นปัญหาเรื่องงานส่วนใหญ่จะแก้ได้ อาจจะเหนื่อยหน่อย หากทีมดีคุณก็ยังมีใจจะสู้ต่อ แต่หากเป็นเรื่องของคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะหัวหน้า บุคคลที่มีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งเงินเดือนและตำแหน่ง เห็นจะเป็นปัญหาที่ไกลเกินเอื้อม

Cr. Jobsdb