หากบริษัทอยากจะ จ้างงานใครสักคนเข้ามาทำงาน มาตรฐานโดยทั่วไปก็ต้องดูแหล่งอ้างอิง ตรวจดูจดหมายสมัครงาน เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าบุคคลใน เรซูเม่ (Resume) นั้นมีอยู่จริงและเชื่อถือได้ แต่ปัจจุบันได้มีวิธีการที่ล้ำกว่านั้น จากการทำการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัย Old Dominion ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้เพิ่มวิธีการตรวจสอบอีกช่องทางหนึ่ง คือการตรวจสอบประวัติของลูกจ้างบน Facebook ปรากฏว่า โลกโซเชียลมีเดียยังรู้จักตัวตนของคุณมากกว่าตัวคุณเองเสียอีก

Facebook ของผู้สมัครงานสามารถทำนายประสิทธิภาพการทำงานได้

จากการศึกษาเรื่อง “ความเที่ยงตรงของสื่อออนไลน์ในการทำนายผลการปฏิบัติงาน” ดูนักเรียนที่จบปริญญาตรีจำนวน 146 คนผู้ซึ่งได้รับการจ้างงานจากบริษัทต่างๆ โดยแต่ละคนนั้นได้ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพตนเอง และยินยอมให้มีทีมงานเข้ามาดูประวัติในหน้าโปรไฟล์ของพวกเขา และสรุปข้อมูลออกมา

พบว่าไม่เพียงแค่ลักษณะบุคลิกภาพที่สรุปจากประวัติในหน้าโปรไฟล์เฟซบุคเท่านั้น ที่สามารถทำนายผลการปฏิบัติงานได้ แต่ยังสัมพันธ์กับผลจากแบบทดสอบการประเมินตนเองที่พวกเขาได้ทำ และผลการปฏิบัติงานจริงจากนายจ้างอีกด้วย

Facebook ของผู้สมัครงานสามารถทำนายประสิทธิภาพการทำงานได้

หากท้าวความกันสักนิดเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียอย่างเฟสบุ๊ค ที่สามารถโพสข้อความ รูปภาพ เพลง คลิปวีดีโอ และอื่นๆ ได้มากมาย บนบล็อคส่วนตัวของคุณได้ทันที และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ด้วยการกดไลค์และโพสคอมเม้นต่างๆ ได้อย่างอิสระตามการตั้งค่าของแต่ละบุคคลเลย และสามารถสร้างบอร์ดเพื่อกิจกรรมอื่นได้แบบฟรีๆ จากข้อมูลจากโลกโซเชียลมีเดียไม่เพียงทำนายผลการปฏิบัติงานได้อย่างดีแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับเกรดของนักเรียน มากกว่าผลการทดสอบบุคลิกภาพตนเอง จากตัวนักเรียนเหล่านั้นเสียอีก และข้อมูลจากเฟซบุคนี้สามารถจับองค์ประกอบทางสังคมที่จำเป็นสำหรับการทำงานในชีวิตจริง โดยที่ความสำเร็จทางการศึกษาก็ไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดได้ ผู้ทำการศึกษากล่าวว่า การคาดการณ์ลักษณะตัวตนจากโซเชียลมีเดียนั้นมีข้อดีกว่าการทำแบบทดสอบประเมินบุคลิกภาพ เพราะว่าพวกเขาสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้เป็นปี ซึ่งดีกว่าการประเมินครั้งเดียวแน่อน

หลายบริษัทได้ใช้วิธีนี้จริงในการคัดคนเข้ามาสัมภาษณ์งานแล้ว แต่การตัดสินใจจ้างงานจากการประเมินโดยใช้โซเชียลมีเดียมาช่วยตัดสินนั้น มีจุดอ่อนบางอย่างที่อาจส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องได้ เช่น กรณีเข้าไปตรวจสอบประวัติคนๆ หนึ่ง แล้วพบว่าเขาเป็นเกย์ หรือมีความเชื่อทางศาสนาที่ต่างออกไป และตัดสินไม่ให้คนๆ นี้เข้ามาสมัครงาน ทำให้ผู้สมัครงานรายนี้ฟ้องร้องได้ว่าบริษัทเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานทางด้านศาสนาหรือทางเพศ อีกปัญหาหนึ่งคือ ผู้เล่นเฟซบุคหลายคนได้มีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เพื่อไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้ามาดูข้อมูลประวัติ หรือกิจกรรมของตนเอง ทำให้บริษัทยากแก่การตรวจสอบ ถึงกระนั้น เมื่อได้ยินแบบนี้แล้วคงต้องขอตัวกลับไปแก้ไขในหน้าประวัติของตัวเองเสียก่อน ส่วนเรื่องที่ไม่ต้องการให้คนนอกเห็น คงต้องตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เพื่ออุบเงียบกันต่อไป

ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วหากเทียบถึงการที่มีใครเข้ามาเพื่อตรวจสอบเรามักต้องการความเป็นส่วนตัวในบางเรื่องแน่นอน ด้วยสิทธิต่างๆ ที่บุคคลพึงจะมีอย่างไรแล้วแต่ละบริษัทก็ควรมีหลักการและให้ความเป็นสิทธิเสรีภาพกับแต่ละฝ่ายอย่างเปิดกว้างมากตามไป ไม่ใช่แค่เพียง Facebook เท่านั้น ยังรวมไปถึงโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่าง Socailcam, Twitter, Instagram, Beetalk และ LINE ที่ยังต้องคงความเป็นส่วนตัวไว้เช่นกัน ด้วยไทม์ไลน์ (Timeline) ที่แสดงทุกรายละเอียดและความรู้สึก รวมถึงการแชร์วีดีโอหรือคลิปสั้นที่อยากเผยแพร่เพียงแค่เพื่อนๆ เท่านั้นก็นับเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ

อย่างไรแล้วก็ยังคงต้องเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปเกี่ยวกับผลสำรวจนี้ ที่สามารถเชื่อถือได้จริงแต่จะตามมาด้วยปัญหามากมายหรือไม่? ทั้งยังเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานและชีวิตประจำวันมากขึ้น ต่อไปอาจจะได้เห็นใบสมัครที่มีให้กรอกข้อมูลเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียแทนข้อมูลจากบัตรประชาชนแทนก็ได้