ปัจจุบันเกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวตั้งแต่เดือน พ.ย. 2556 ถึงปัจจุบัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคเอกชนชะลอการลงทุนแล้วรอดูสถานการณ์แทน ขณะที่การใช้จ่ายจากภาครัฐเข้าสู่ระบบก็ยังติดขัดไม่มีรัฐบาลตัวจริง ลามไปถึงการบริโภคของภาคครัวเรือนที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงินด้วยเช่นกัน ภายใต้บริบทเหล่านี้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพาเหรดปรับลดตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) กันเป็นแถว อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรับเป้าจีดีพีจาก 4-5% เหลือ 3-4%

ธนาคารแห่งประเทศไทยจาก 3% เหลือ 2.7% สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจาก 4% เหลือ 2.1-3.1% ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะโต 1.3-2.4% จากเดิมคาดว่าจะโต 3% ขณะที่กูรูเศรษฐกิจอย่าง วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประเมินว่าขยายตัว 0% หรืออาจติดลบด้วยซ้ำ แนวโน้มชะลอตัวของเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลมาถึงตลาดแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากว่ากันตามทฤษฎีแล้วจีดีพีควรโตมากกว่า 3% ถึงจะดูดซับแรงงานเข้าสู่ระบบได้หมด แต่หากโตต่ำกว่า 3% ก็อาจทำให้ตัวเลขการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ไว้ว่า หากสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อต่อไป คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ อัตราการว่างงานอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 1-1.1% (ตัวเลขอัตราการว่างงานจากกระทรวงแรงงานปี 2556 อยู่ที่ 0.73%) ซึ่งแม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่น่าวิตก แต่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงคือนักศึกษาจบใหม่ในปีนี้กว่า 4 แสนคน ที่อาจตกงานถึง 1-1.5 แสนคน เนื่องจากภาคธุรกิจยังคงชะลอตัวในการขยายกิจการ จึงเป็นผลลูกโซ่ต่อการจ้างงานนั่นเอง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาบริบทปัจจุบัน พบว่าในภาพรวมไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดก็เกิดการชะลอตัวด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะสายงานด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม ที่ชะลอการจ้างงานลง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี ไทยสูญเสียรายได้ไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ดี แม้ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังไม่มีการเลิกจ้างแต่อย่างใด เพียงแต่ชะลอการรับพนักงานลง บางแห่งอาจมีการโยกย้ายพนักงานไปทำงานยังสาขาต่างจังหวัด หรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้เหมาะสม เพื่อพยุงธุรกิจให้ผ่านพ้นในช่วงวิกฤตินี้ และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อีกครั้งในช่วงหลังเดือนเม.ย. ว่าจะมีทิศทางอย่างไร

ขณะที่อุตสาหกรรมที่กำลังเกิดใหม่และมาแรงเป็นที่น่าจับตามองคือทีวีดิจิตอล ที่หลายช่องหลายค่ายต่างประมูลช่องเพื่อสร้างหรือขยายรายการ จนทำให้เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการได้งานของนักศึกษาจบใหม่จะไม่ค่อยดีนัก แต่ตลาดงานบางอาชีพยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก และเกิดการแย่งชิงตัวผู้สมัครกันอย่างรุนแรง ได้แก่ อาชีพที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสายงานไอที งานวิศวกรรมงานวิทยาศาสตร์ งานโรงแรม และสายอาชีวะ เนื่องจากเป็นสายงานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะตัว ยิ่งใครมีความชำนาญที่มากกว่า ก็ยิ่งไม่มีความเสี่ยงในการตกงานอย่างแน่นอน

5 อาชีพงานดี จากฐานข้อมูลของ JobsDB พบว่าอาชีพที่มีความต้องการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย

  1. Sales, Customer service (CS) และ Business Development
  2. Engineering
  3. Information Technology (IT)
  4. Admin และ Human Resource (HR) และ
  5. Marketing และ Public Relations (PR)

นพวรรณ อธิบายว่า ตำแหน่ง Sales, CS และ Business Devpt เป็นตำแหน่งที่ตลาดต้องการมากที่สุด เนื่องจากตำแหน่งนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญจะช่วยให้ธุรกิจขององค์กรต่าง ๆ ขับเคลื่อนและเติบโตตามเป้าหมาย ทั้งยังเป็นตำแหน่งที่มีการหมุนเวียนบุคลากรค่อนข้างสูง จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดจึงเป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุดมาโดยตลอด

ขณะที่งาน Engineering และ IT ถือเป็นตำแหน่งงานที่เป็นพื้นฐานสำคัญของทุกอุตสาหกรรมที่ขาดไม่ได้ เพราะโลกเทคโนโลยีมีความก้าวล้ำอยู่เสมอ ต้องอาศัยผู้ที่มีทักษะความชำนาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้ควบคุมดูแล ยิ่งเมื่อใกล้เปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ตำแหน่งงานนี้ก็ยิ่งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เพราะแต่ละองค์กรก็ย่อมต้องการคนที่เก่งและชำนาญการที่สุดไปร่วมงานนั่นเอง

ส่วนงานด้าน Admin / HR, Marketing และ PR เป็นตำแหน่งที่ทุกองค์กรต้องมี เนื่องจากช่วยสนับสนุนการเติบโตขององค์กร เรียกได้ว่าเป็นทัพที่ต้องคอยบริหารจัดการองค์กรทั้งเรื่องภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือให้เป็นที่ประจักษ์แก่ภายนอก จึงทำให้ตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอาชีพที่มีผู้สมัครงานสูงสุด 5 อันดับแรก พบว่ายังมีความไม่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ว่าจ้าง โดยอาชีพที่มีผู้สมัครงานสูงสุดคือ

  1.  Accounting
  2. Banking / Finance
  3. admin และ HR
  4. IT และ
  5. Professional Services

นพวรรณ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาตำแหน่งงานที่มีผู้สมัครมากที่สุดกับตำแหน่งที่มีผู้ต้องการจ้างมากที่สุด มีเพียง 2 ตำแหน่ง คือ Information Technology (IT) และ Admin และ HR ที่ตรงกัน ส่วนอีก 3 สายงาน ยังมีความต้องการไม่สอดคล้องกัน สะท้อนว่าผู้สมัครงาน โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่กำลังเลือกคณะวิชาที่จะเรียน หรือที่กำลังจะจบ ควรต้องศึกษาตลาดงานให้ดี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดอัตราการว่างงาน หรือภาวะตำแหน่งงานล้นตลาดลงได้

ทุกวันนี้ เด็กส่วนใหญ่มักจะเลือกเรียนในคณะที่เป็นที่นิยม หรือบ้างก็เลือกเรียนตามเพื่อน โดยยังไม่เข้าใจว่า อนาคตต่อไปคณะหรือสาขาที่ตำลังเลือกเรียนอยู่นั้น เมื่อจบออกไปแล้วจะทำงานใดได้บ้าง หรือตลาดแรงงานมีความต้องการมากน้อยเพียงใด จึงส่งผลให้บางสาขามีจำนวนคนที่จบออกมาล้นตลาด แต่บางสาขากลับมีการแย่งชิงตัวนักศึกษากันอย่างรุนแรง ดังนั้นหากระบบการศึกษาของเรามีความตื่นตัว และมีความรู้ในเรื่องความต้องการของตลาดแรงงานที่ดีกว่านี้ เชื่อแน่นอนว่านักศึกษาที่กำลังตัดสินเลือกคณะหรือวิชาเอกต่างๆ จะไม่จบออกมาอย่างไร้ทิศทางและมีงานทำอย่างทั่วถึง กรรมการผู้จัดการ จ๊อบส์ ดีบี กล่าว

ทั้งนี้ หากถามถึงเทรนด์อาชีพที่น่าสนใจในอนาคต นพวรรณ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย

อาชีพที่อาศัยทักษะวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น แพทย์ พยาบาลเภสัชกร สถาปนิก วิศวกร นักบัญชี เป็นต้น
อาชีพที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง ร่วมกันกับทักษะพิเศษ เช่น Sales Engineer
อาชีพที่อิงตามความต้องการของตลาด และการเติบโตของเทคโนโลยี เช่นSEO specialist, Digital Marketer Social Media Specialist และ Mobile Application Developer และ
อาชีพที่ใช้ทักษะด้านภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาอาเซียน
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาอัตราเงินเดือนที่ผู้สมัครงานตั้งค่าตัวไว้ พบว่าผู้สมัครงานผ่านจ๊อบส์ดีบีเรียกเงินเดือนในช่วง 10,000- 34,999 บาท มากที่สุด 37 % รองลงมาคือช่วงเงินเดือน 35,000-59,999 จำนวน 22% ถัดมา 60,000- 99,999 บาท มีสัดส่วน 15% 100,000 บาท ขึ้นไป 14 % ไม่ระบุเงินเดือน 10% และต่ำกว่า 10,000 บาท 2%

เงินเดือนนี่เองจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ผู้สมัครและบริษัทได้พนักงานที่ตรงกับตำแหน่งที่ต้องการจริงๆ ซึ่งคุณสมบัติที่จะเรียกเงินเดือนได้สูง ผู้สมัครต้องพร้อมทำงานได้ทันที ไม่ต้องฝึกอบรมมากนัก มีความรู้ในเรื่องภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษต้องชำนาญ และหากมีความสามารถในเรื่องภาษาที่ 3 เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาอาเซียนย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่น ๆ รวมทั้งต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง อดทน ขยันและมีคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงานด้วย นพวรรณ กล่าว

นพวรรณ ทิ้งท้ายว่า ในส่วนของนายจ้างเอง ต้องทำความเข้าใจกับคนรุ่นใหม่ด้วย ว่าพนักงานยุคนี้เป็นคนGen Yซึ่งเติบโตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบยึดติดอยู่ในกรอบหรือเงื่อนไข กล้าแสดงความคิดเห็น มีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ดี มีความคาดหวังในการทำงานทั้งเรื่องของเงินเดือนและตำแหน่ง และต้องการความชัดเจนในเรื่องงานที่ตนต้องรับผิดชอบ (Job Description) ดังนั้นเมื่อคน Gen Y รู้สึกว่า สภาพความเป็นจริงในการทำงานกับองค์กรนั้น ๆ ไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ก็จะเสาะแสวงหาองค์กรใหม่ จึงทำให้หลายองค์กรมองว่าคนทำงานรุ่นใหม่ไม่อดทนต่อการทำงานนั่นเอง