ความยากในการเขียนเรซูเม่ของคนที่มีประสบการณ์ทำงานมาหลายปี คือจะเขียนเรซูเม่อย่างไร ให้ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นอยู่ภายใน 1-2 หน้ากระดาษโดยการ เขียนเรซูเม่สุดกระชับ ไม่ยืดยาว แถมยังครบถ้วน และเข้าตาผู้ประกอบการอีกด้วย เรามีเคล็ดลับการเขียนเรซูเม่ให้อยู่ภายใน 1-2 หน้ากระดาษมาฝาก แต่ก่อนอื่นจะขอพูดถึงเรื่องความยาวของเรซูเม่กันก่อน

เขียนเรซูเม่สุดกระชับ สำหรับคนทำงานหลายปีโปรไฟล์เยอะ

เขียนเรซูเม่สุดกระชับ สำหรับคนทำงานหลายปีโปรไฟล์เยอะ

คำถามยอดฮิตในการเขียนเรซูเม่.. มีแค่หน้าเดียวจะใส่ข้อมูลอะไรบ้าง? แล้วถ้าเรซูเม่มี 2 หน้าล่ะ? มีกฎเกณฑ์อะไรมั้ยว่าเรซูเม่จะต้องยาวเท่าไหร่ถึงจะถูกใจผู้ประกอบการ? ผู้ประกอบการส่วนมาก ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เรซูเม่ที่เขาถูกใจคือ เรซูเม่ที่กระชับได้ใจความ

ผู้ประกอบการใช้เวลาสแกนดูเรซูเม่ของคุณแค่ 7 วินาทีเท่านั้น ถ้าเรซูเม่ของคุณไม่โดดเด่น ไม่สะดุดตา ไม่น่าสนใจจะถูกเก็บไป ผู้ประกอบการอาจจะยังไม่ทันเปิดไปดูหน้า 2 ที่อาจจะมีข้อมูลสำคัญของคุณอยู่ก็ได้ ถ้าคุณเป็นเด็กจบใหม่ หรือเพิ่งทำงานได้ไม่นาน ควรเขียนเรซูเม่ให้อยู่ภายใน 1 หน้า แต่ถ้าคุณเป็นผู้สมัครงานที่มีประสบการณ์ทำงาน และมีผลงานที่ดี เข้ากับงานที่คุณจะสมัคร เรซูเม่ 2 แผ่นก็อาจจะไม่ได้ยาวเกินไป

เรซูเม่ที่กระชับ ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

แนะนำว่า ให้เขียนที่คุณภาพ มากกว่าเน้นปริมาณ เช่น หากคุณจะเปลี่ยนสายงาน หรือเปลี่ยนประเภทธุรกิจ ประสบการณ์การทำงานอันยาวนานทั้ง 15 ปีที่ผ่านมาของคุณ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่คุณกำลังจะสมัครก็เป็นได้ และอีกเรื่องที่สำคัญเลย ก็คือ เรซูเม่ฉบับเดียว ไม่สามารถสมัครงานได้กับทุก ๆ งาน ถ้าคุณทำแบบนั้น เรซูเม่ของคุณจะไม่เป็นที่โดดเด่นพอที่จะทำให้ผู้ประกอบการหยุดอ่านเลย ทางทีดีคุณควรทำเรซูเม่ให้เหมาะกับแต่ละงานที่คุณจะสมัครดีกว่าค่ะ งั้นลองมาดูกัน ว่าเรซูเม่ที่ดี และกระชับ ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง

– คุณสมบัติและทักษะที่ผู้ประกอบการมองหา หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้ประกอบการมองหา เราจะเขียนเรซูเม่ที่สะดุดตา สะดุดใจผู้ประกอบการได้อย่างไร ไม่ยากเลย คุณสามารถเข้าไปดูประกาศงานของบริษัทที่คุณต้องการจะสมัครในเว็ปไซต์หางานได้ แล้วหาว่าบริษัทนั้นต้องการคนทำงานที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เพื่อหาสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ ให้คุณจับสิ่งเหล่านั้น มาเชื่อมโยงกับตัวคุณให้ได้ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาเขียนลงในเรซูเม่ของคุณ และเน้นคำ เพื่อให้ผู้ประกอบการสะดุดตา และอ่านเรซูเม่ของคุณมากกว่า 7 วินาทีให้ได้

– ประสบการณ์การทำงานหลัก ๆ คุณควรใส่ข้อมูล หรือคำสำคัญหลัก (keyword) ที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณจะสมัครไว้ในเรซูเม่ หรือลองเน้นไปที่ 3 ประสบการณ์การทำงานหลัก ๆ ที่คุณเกี่ยวข้องกับงานนั้นและทำงานนั้นมากที่สุด แล้วใส่รายละเอียดตัวเลข KPI ความสำเร็จลงไปในเรซูเม่ของคุณ จะทำให้ผู้ประกอบการเห็นภาพมากขึ้น ว่าคุณทำงานอะไร และประสบความสำเร็จแค่ไหน และเรซูเม่ของคุณก็จะน่าสนใจสะดุดตาผู้ประกอบการ ให้กลับมาดูเรซูเม่ของคุณ เช่น คุณอาจจะระบุไปในเรซูเม่ของคุณว่า คุณมีส่วนทำให้ยอดการผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้น 200% แต่ต้องระบุไปตามความจริง อย่าสร้างตัวเลขขึ้นมาเอง

ถึงแม้ว่าจะต้องจำกัดเรซูเม่ให้อยู่ภายใน 1-2 หน้า แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และควรใส่เพื่อให้เรซูเม่ของคุณสมบูรณ์มากขึ้นคือ

– Career Summary คุณควรเขียนสรุปการทำงานของคุณสั้น ๆ ว่าคุณเกี่ยวข้องกับการทำงานนี้อย่างไร ความยาว 1-2 ประโยคก็พอ เพื่อให้ผู้ประกอบการสแกนแล้วทราบเลยว่าคุณเคยทำงานอะไรมาก่อน

– Education คุณควรใส่ประวัติการศึกษาล่าสุด หรือสำหรับคนที่เรียนปริญญาหลายใบ คุณควรใส่ประวัติการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณจะสมัคร หรือคุณสามารถใส่ครอสเรียนสั้น ๆ ที่คุณไปลงเรียนมาก หากครอสเรียนนั้นเกี่ยวข้องกับงานที่คุณจะสมัคร

– Career Achievements and Awards ความสำเร็จในการทำงานที่ผ่านมา และรางวัลที่บ่งบอกความสำเร็จต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสิ่งเหล่านั้นตรงกับความต้องการที่ระบุไว้ในประกาศงาน

เคล็ดลับเพิ่มเติมที่จะทำให้เรซูเม่ของคุณไม่ยืดยาว

– ตัดประสบการณ์การทำงานเก่า ๆ สำหรับผู้หางานที่มีประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนานเป็น 10 ปี แล้วยังใส่ลงไปในเรซูเม่ทั้งหมด แนะนำให้เน้นแค่ 3-4 งานที่มีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับงานที่คุณจะสมัครมากที่สุด แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องระบุงานเก่าของคุณลงไปให้ระบุสั้น ๆ แค่ชื่อตำแหน่งงาน, ชื่อบริษัท, และช่วงเวลา

– ตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็น ผู้สมัครงานบางคนยังคงใส่ข้อมูลส่วนตัว เช่น สถานะการสมรส หรือชื่อบิดา-มารดา ซึ่งข้อมูลพวกนี้ไม่จำเป็น คุณสามารถตัดออกไปได้

– ตัดคำอธิบายที่ไม่ชัดเจน อย่างที่บอกไปแล้วว่า ผู้ประกอบการใช้เวลาสแกนเรซูเม่ของคุณแค่ 7 วินาที อย่าอธิบายอะไรให้ยืดยาว และไม่ชัดเจน คุณต้องเลือกใช้คำที่กระชับ และทำให้ผู้ประกอบการสะดุดตาให้ได้ โดยใช้คำที่ทรงพลัง พร้อมกับตัวเลข หรือข้อมูลที่เป็นรูปธรรม และสื่อความหมายให้เห็นว่าคุณทำงานได้ดีเพียงใด ไม่ใช่บอกแค่ว่าทำอะไร เช่น แทนที่จะเขียนว่า “คุณคิดกลยุทธ์ที่ทำให้ยอดผู้เข้าชมเว็ปไซต์เพิ่มขึ้น” ให้คุณลองระบุไปเลยว่า “คุณเพิ่มจำนวนยอดผู้เข้าดูเว็ปไซต์ได้เพิ่มขึ้น 80%”