ทุกวันนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ชีวิตประจำวันถูกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่ว่านอนตีพุงอยู่บ้าน ไปทำงาน และไปพักผ่อนหย่อนใจที่ไหนซักแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกแล้วไปซะแล้ว สมัครงานก็ด้วย การที่จะมาส่งใบสมัครงานผ่านทางไปรษณีย์อะไรแบบนั้นไม่มีอีกแล้ว มันถูกแทนที่ด้วยการส่งใบสมัครงานทางอีเมลและสมัครงานออนไลน์ ไม่ใช่แค่นั้น การหางานด้วยระบบดิจิทัล หรือเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ยังมีผลกระทบกับทั้งผู้ประกอบการและผู้หางานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือเทรนด์ล่าสุดในการสมัครงานและสัมภาษณ์งาน ที่มีผลต่อกระบวนการจ้างงานในทุกวันนี้

สมัครและสัมภาษณ์แบบ ดิจิตอลนวัฒตกรรมสำหรับยุค 4.0

สมัครและสัมภาษณ์แบบ ดิจิตอลนวัฒตกรรมสำหรับยุค 4.0

1. เรซูเม่แบบเดิม ๆ จะหายไป

สมัยนี้เรซูเม่ดูจะหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เรซูเม่แบบรูปภาพอินโฟกราฟฟิค แบบคลิปวีดีโอ หรือเรซูเม่ที่เป็นออนไลน์หรือทำเป็นเว็บไซต์เลยก็มี ซึ่งปัจุบันสามารถหาโหลดแบบฟอร์มเรซูเม่ดีไซน์ต่าง ๆ ได้ตามเวบไซต์กันแบบง่าย ๆ เพราะแบบนี้การส่งเรซูเม่ทางไปรษณีย์จึงหายไป ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม อย่างพวกแวดวงการเงินและการธนาคาร แวดวงกฎหมายและทนายความ แวดวงบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชี เป็นต้น อาจจะยังคงต้องการให้ผู้สมัครงานส่งเรซูเม่ให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนอย่างเป็นทางการอยู่ แต่สำหรับธุรกิจที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น การส่งเรซูเม่แบบดิจิทัลกำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ยุคนี้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้สะดวกง่ายดายด้วยเครื่องมือและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่มีในโลกออนไลน์อย่างล้นเหลือ ทำให้ผู้สมัครงานรุ่นใหม่ไม่มีข้อแก้ตัวอะไรที่จะไม่ประดิษฐ์ประดอยเรซูเม่ของตนให้ดูโดดเด่นและน่าสนใจมากกว่าคนอื่น ๆ

2. ผู้ประกอบการมองหาผู้สมัครงานที่เข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กร

ทุกวันนี้ใบปริญญาหรือประกาศนียบัตรกลายเป็นบรรทัดฐานที่ผู้สมัครงานต้องมี ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นความสำเร็จที่โดดเด่น แต่เป็นความต้องการพื้นฐานสำหรับการสมัครงานส่วนใหญ่เลย ในขณะที่ฝั่งผู้หางานพยายามเรียนให้สูงและเพิ่มทักษะให้มากขึ้น แต่ฝั่งผู้ประกอบการกลับให้ความสำคัญและมองหาผู้สมัครงานที่เข้ากันได้กับวัฒนธรรมองค์กร

ความรู้และทักษะสามารถเรียนรู้และฝึกฝนกันได้ แต่ทัศนคติ อุปนิสัยและบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่ยากที่จะมาเรียนรู้ และปลูกฝังตอนที่โตแล้ว เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” ซึ่งจะรู้ได้ว่าใครเข้ากับองค์กรได้หรือไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบุคคลที่ต้องตั้งคำถามสัมภาษณ์งานเพื่อสะท้อนทัศนคติของผู้สมัครงาน หรือคำถามสัมภาษณ์งานที่เป็นเหตุการณ์สมมติ เพื่อตรวจสอบบุคลิก มุมมอง วิธีการทำงานและแรงจูงใจในการทำงานของผู้สมัครนั้น ๆ ให้ได้มากที่สุด

3. งานที่รับจ้างเป็นครั้งคราว (Gig Economy) กำลังมาแรง

65% ของผู้จัดการระดับท็อปทั่วโลกต่างเลือกใช้พนักงานว่าจ้างชั่วคราวในการทำงาน ในขณะที่ในเอเชียแปซิฟิคนิยมจ้างพนักงานชั่วคราว พนักงานพาร์ทไทม์ หรือฟรีแลนซ์มากถึง 84% (จากผลการวิจัยว่าด้วย Gig Economy ที่จัดทำโดย KellyOCG -บริษัทให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลชั้นนำระดับโลก) ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าความนิยมในการว่าจ้างเหล่าบรรดามนุษย์ฟรีแลนซ์ทั้งหลายกำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากข้อดีเรื่องการประหยัดต้นทุนและความยืดหยุ่นในเรื่องเวลาทำงานที่เป็นผลดีกับนายจ้าง

อัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพนักงานชั่วคราวทั้งหลายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีทางเลือกที่มากขึ้นในการว่าจ้างพนักงาน นอกจากว่าตำแหน่งงานนั้น ๆ ต้องการพนักงานประจำมาทำเท่านั้น แนวโน้มนี้ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการที่จะสามารถเลือกจ้างพนักงานฟรีแลนซ์ หรือ gig worker ที่รับจ้างทำงานจบเป็นครั้ง ๆ ไปมากกว่าหาพนักงานประจำที่เขาต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ลองถามตัวคุณว่าตำแหน่งและลักษณะงานที่คุณกำลังหาอยู่นั้นสามารถถูกแทนที่ได้ด้วยพนักงานฟรีแลนซ์หรือไม่ ถ้าใช่ คุณอาจลองพิจารณาทางเลือกของคุณไปเป็น gig worker ดูเพื่อความหลากหลายในการได้งานดูค่ะ

4. การสมัครงานและการทำเรซูเม่รูปแบบวิดีโอจะเข้ามาเป็นบรรทัดฐานใหม่

องค์กรหลายองค์กรทุกวันนี้เริ่มลงทุนกับการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติหรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาจัดการกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในบริษัทหรือระบบปฏิบัติงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ในองค์กรมากขึ้น นั่นทำให้งานที่ต้องการความฉลาดทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์และทักษะการเข้าสังคมจากมนุษย์กลายมาเป็นจุดสนใจของผู้ประกอบการขึ้นมาแทน ฉะนั้นผู้ประกอบการที่ต้องการพนักงานที่มีทักษะสำหรับงานประเภทนี้ จึงให้ความสนใจกับผู้สมัครงานที่ส่งเรซูเม่เข้ามาในรูปแบบของคลิปวิดีโอและแอพพลิเคชั่นมากกว่ารูปแบบไฟล์ทั่วไป

5. ผู้หางานใช้อินเตอร์เนตสร้างแบรนด์ให้ตัวเองมากขึ้น

ผู้หางานยุคนี้มีความคิดสร้างสรรค์และมีความช่ำชองในการใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น โดยเฉพาะพวก millennials และนี่ถือเป็นการยกระดับบรรทัดฐานของผู้หางาน ให้ผู้หางานทั้งหลายต้องมีความรู้ ความชำนาญในการใช้อินเตอร์เน็ต เพราะผู้ประกอบการจะมีความคาดหวังที่สูงขึ้นกับคุณสมบัติในการใช้อินเตอร์เน็ต จากตัวอย่างที่พบเห็นได้ในทุกวันนี้ของเรซูเม่แบบดิจิทัลที่มีความหลากหลาย แปลกแหวกแนว และเต็มไปด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่มากขึ้น แสดงให้เห็นว่าอินเตอร์เน็ตกลายมาเป็นแพลตฟอร์มเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างอัตลักษณ์หรือสร้างแบรนด์ของผู้หางาน

กิจกรรมทุกอย่างที่คุณทำบนโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นการโพสกระทู้ตามบอร์ดต่าง ๆ การอัปบล็อกส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการมีเวปไซต์เป็นของตัวเอง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถบอกผู้ประกอบการถึงตัวตนของคุณได้ทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีตัวตนและภาพลักษณ์อย่างไร และการเปิดเผยตัวตนทางโลกออนไลน์แบบนี้ ก็เหมือนดาบสองคม ให้ทั้งผลดีและผลเสีย มันจะเป็นช่องทางที่ดีที่คุณสามารถนำเสนอผลงานของคุณ และยังสะท้อนไปถึงทักษะทางสังคมและบุคลิกภาพของคุณได้ แต่หากคุณเปิดเผยข้อมูลของคุณมากเกินไป และข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกจริตกับว่าที่นายจ้างของคุณ มันอาจส่งผลกระทบต่อการสมัครงานของคุณได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าการสรรค์สร้างภาพลักษณ์ของคุณทางอินเตอร์เน็ตจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่พึงระวังว่าอย่าเปิดเผยตัวตนมากเกินความพอดี