การสรรหาและคัดเลือกพนักงานใหม่เข้าทำงานกับบริษัทนั้น โดยปกติเราจะพิจารณาจากอะไรกันบ้าง โดยทั่วไปก็มักจะมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน และคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ที่ตรงกับการทำงานในตำแหน่งงานนั้น แต่เอาเข้าจริงแล้ว ท่านเองเคยมองลงไปลึกๆ หรือไม่ว่าเมื่อมีการรับสมัครย่อมต้องค้นหาและสิ่งที่ มองหาในตัวพนักงานใหม่ เราต้องการอะไรจากตัวคนๆ นั้นและเหมาะกับเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่? เมื่อมีการรับสมัครย่อมต้องค้นหาและสิ่งที่ มองหาในตัวพนักงานใหม่ คืออะไร

เมื่อมีการรับสมัครย่อมต้องค้นหาและสิ่งที่ มองหาในตัวพนักงานใหม่ คืออะไร ทำไมถึงเลือก

เรื่องของคุณสมบัติของตำแหน่งงานต่างๆ นั้น เป็นสิ่งดี ถ้าเราสามารถกำหนดไว้อย่างชัดเจน เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นเกณฑ์ในการช่วยให้เราสามารถที่จะพิจารณาเปรียบเทียบว่า คนที่มาสมัครงานกับเรานั้นอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างและเข้ากันได้ดีมากน้อยแค่ไหนกับตำแหน่งนั้นๆ

  • คำถามส่วนใหญ่ที่ตามมา ถ้าผู้สมัครมีคุณสมบัติตรงกับที่เราต้องการแบบว่า 100% เลย คำถามก็คือ เราจะรับทันทีเลยหรือไม่ เราจะพิจารณาอะไรเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า หรืออีกในกรณีหนึ่งที่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงเป๊ะกับสิ่งที่เรากำหนดไว้ 2 คน แล้วเราจะเลือกคนไหนเข้าทำงานถ้าเรามีแค่ 1 อัตรา
  • นับเป็นเคสที่ยากพอสมควรแต่ก็มีคำตอบที่มักจะได้รับก็คือ “ดูว่าพนักงานคนไหนที่เหมาะสมมากกว่ากัน” แล้วคำว่า ความเหมาะสมนั้น แปลว่าอะไรกันแน่ อะไรที่เป็นตัวชี้วัดความเหมาะสมของแต่ละคน

ส่วนใหญ่ก็มักจะตอบเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรเราได้อย่างดี คำถามก็คือ เรารู้เลยหรือว่า พนักงานคนไหนเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กรเราได้จริงๆ จากการสัมภาษณ์งานแค่เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น มานั่งพิจารณากันลึกๆ แล้ว คิดว่านอกจากคุณสมบัติที่ตรงกับสิ่งที่เรากำหนดไว้แล้ว คนที่เลือกพนักงานใหม่เข้าทำงานจะมองหาสิ่งต่อไปนี้มากกว่าการมองแค่คุณสมบัติที่กำหนดไว้ของตำแหน่งงาน ซึ่งนั่นก็คือ

  • เรากำลังดูว่า ผู้สมัครคนนั้นๆ มีความสามารถและมีศักยภาพมากเพียงพอที่จะเรียนรู้งานของเราได้หรือไม่ และได้เร็วสักแค่ไหน รวมทั้งสามารถที่จะมาเรียนรู้งานและนำสิ่งที่เรียนรู้นั้นไปต่อยอดในการสร้างผลงานที่ดีขึ้นได้สักแค่ไหน
  • เรากำลังดูว่า ผู้สมัครคนนั้นๆ จะมีความรับผิดชอบในการทำงานมากน้อยแค่ไหน เขาจะทำงานแบบขอไปที หรือทำงานแบบรับผิดชอบจริงๆ ไม่ทิ้งงาน ไม่ปล่อยปละละเลย และทำงานโดยที่ไม่ต้องมามีข้ออ้าง หรือข้อแก้ตัวมากมายว่าทำไมงานถึงไม่เสร็จ
  • เรากำลังดูว่า ผู้สมัครคนนั้นจะมีความสามารถและศักยภาพมากพอที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับองค์กรเราได้สักแค่ไหน มีพลัง และความมุ่งมั่นในการทำงานมากน้อยสักแค่ไหน
  • เรากำลังดูว่า ผู้สมัครคนนั้นจะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นในบริษัทของเราได้ดีสักแค่ไหน เข้ามาแล้วจะกลายเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งในการทำงานภายในของเราเองหรือเปล่า หรือเข้ามาแล้วจะไปขัดแข้งขัดขาคนอื่น ทำให้ทีมงานเสียหายหรือไม่

คิดว่าลึกๆ แล้วเรากำลังเลือกพนักงานที่สามารถที่จะเข้ามาเรียนรู้ และรับผิดชอบงานที่บริษัทจะมอบหมายให้ และทำมันให้สำเร็จ เพราะสิ่งเหล่านี้ คุณสมบัติทางด้านการศึกษา ประสบการณ์ในงาน และทักษะในการทำงานที่กำหนดไว้ในรายละเอียดการสมัครงาน ส่วน Job Description นั้นก็ไม่ได้บอกอะไรเราได้ในสิ่งที่เรากำลังดูอยู่เลย ดังนั้น ในการที่เราจะเลือกพนักงานเข้ามาทำงานในบริษัท ก็คงต้องมองกันให้ลึกในประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น มากกว่าจะเป็นแค่เพียงการ Matching ผู้สมัครกับคุณสมบัติให้ตรงกัน นั่นหมายถึงในการสัมภาษณ์งาน เราจะต้องสัมภาษณ์กันแบบมีโครงสร้างคำถามที่ชัดเจน คำถามที่ถามผู้สมัครทุกคำถามจะต้องมีความหมาย และรู้ว่าถามแล้วเราจะรู้อะไรมากขึ้นบ้าง ไม่ใช่สักแค่ว่าถามไปเรื่อยๆ พอถามจบแล้ว ได้รับคำตอบมาแล้ว กลับไม่สามารถทำให้เรารู้อะไรจากผู้สมัครมากขึ้นไปจากเดิมเลย